
มาร์ก เฟอร์ราชี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเหล็กของยุโรปจำเป็นต้องได้รับการปกป้องมากขึ้นจากเหล็กนำเข้าราคาถูก ชี้มาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยังไม่เพียงพอ
ผู้ผลิตเหล็กในยุโรปกำลังประสบปัญหา เนื่องจากความต้องการที่ลดลง ประกอบกับถูกกดดันจากเหล็กราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งผลิตเหล็กล้นเกินความต้องการภายในประเทศและส่งออกมาขายยังยุโรปในราคาถูก
“อุตสาหกรรมในยุโรปและภาคอุตสาหกรรมเหล็กจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ซึ่งในระยะสั้นหมายถึงการต้องเสริมสร้างมาตรการป้องกัน” เฟอร์ราชีกล่าวระหว่างการประชุมกับรัฐมนตรีอุตสาหกรรมจาก 7 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ณ กรุงปารีส เมื่อวานนี้ (27 ก.พ.)
อุตสาหกรรมเหล็กในยุโรปอยู่ใน “สถานการณ์ลำบาก” เนื่องจากเหล็กนำเข้าจากจีนซึ่งได้รับการอุดหนุนอย่างหนัก และภัยคุกคามจากการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก เฟอร์ราชียังเตือนด้วยว่า หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจน โรงงานเหล็กในยุโรปอาจต้องปิดตัวลง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กำลังพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับกฎเกณฑ์ปัจจุบันเกี่ยวกับการนำเข้าเหล็กหรือไม่ เพื่อปกป้องผู้ผลิตใน EU จากภาษีนำเข้าชุดใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนจะเรียกเก็บจากเหล็กและอะลูมิเนียมตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.เป็นต้นไป
นอกจากนี้ เฟอร์ราชียังชี้ว่า มาตรการของ EU ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2561 และจะหมดอายุในปี 2569 ตามกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) นั้นไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของตลาดเหล็กโลกอีกต่อไปแล้ว พร้อมทั้งคาดว่าการผลิตเหล็กทั่วโลกจะเกินความต้องการถึงสามเท่าครึ่งในปีหน้า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.พ. 68)
Tags: EU, กระทรวงอุตสาหกรรม, ฝรั่งเศส, อุตสาหกรรมเหล็ก