IMF&World Bank:”เอกนิติ” ผนึกธนาคารโลก ดัน “เมืองคาร์บอนต่ำ” คลังค้ำประกันกู้ 200 ล้านดอลล์ ลุยพลังงานสะอาด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง และ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หัวข้อ “Low Corbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  

ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกับธนาคารโลก เพื่อเร่งระดมเงินทุนและขยายการลงทุน

ด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง กระทรวงการคลังได้สนับสนุนให้เกิดธุรกรรมคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สำหรับโครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (The World Bank) ผ่านการให้วงเงินกู้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) วงเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาครัฐและเอกชนสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Now) รวมถึงปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานการซื้อขายในระดับสากล

กรุงไทย-ธนาคารโลก-พันธมิตร ดันไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยภายในงานการประชุม IMF-World Bank 2026 ว่า ได้มีการลงนาม 3 ฉบับเป็นความร่วมมือขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศสู่การลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารกรุงไทย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แกร็บประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ACEIS และ Driver AI 

นายผยง กล่าวว่า เป้าหมายคือการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้มีความยั่งยืน ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญกับกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

สำหรับประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเป้าหมายวิสัยทัศน์ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง ผ่าน 3 โครงการยุทธศาสตร์หลัก เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจเขียวที่ยั่งยืน ได้แก่ 

โครงการแรกเน้นการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารกรุงไทย สนับสนุนด้านการเงิน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเขียวที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตพลังงานเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการสนับสนุนประชาชน ชุมชน และภาคธุรกิจให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

โครงการที่สองเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้าง “เมืองคาร์บอนต่ำ” โดยมีกระทรวงการคลัง, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, EXIM Bank, กรุงเทพมหานคร และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่

ในส่วนของธนาคารกรุงไทย ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ จะรับบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงโครงการและสร้าง แพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลระดับชาติ (National Digital Data Platform) เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ เชื่อมโยงสู่ตลาดสากล 

โดยขณะนี้มีกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ (Anchor Buyers) พร้อมเข้าร่วมแล้ว อาทิ การบินไทย, Grab, ACEIS และ Driver AI โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนตลาด

สำหรับโครงการที่สาม เป็นการขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผ่านโครงการ I-Spark ในจังหวัดระยอง ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีของประเทศ โครงการนี้มุ่งเน้นการดึงดูดเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล

“ไม่มีสถาบันใดสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้เพียงลำพัง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาล พันธมิตรร่วมระหว่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชนที่นำจุดแข็งมาร่วมกัน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่และดึงดูดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตตัวใหม่ให้กับประเทศไทย” นายผยง กล่าว

ขณะที่ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า กลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวคือการสร้าง “ศูนย์กลางคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้” โดยกลไกดังกล่าวจะเป็นช่องทางให้เม็ดเงินไหลเวียนกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารกรุงไทย จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ การยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและระบบสาธารณูปโภค ช่วยลดต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจ ทำให้มีเงินทุนไปขยายกิจการ ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยให้เมืองอย่างกรุงเทพฯ มีงบประมาณเหลือไปพัฒนาโรงเรียนและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันยังเกิดการจ้างงานแก่ธุรกิจและช่างเทคนิคในท้องถิ่น ถือเป็นโมเดลที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย

นายอาเจย์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยเดินทางมากรุงเทพฯ เมื่อ 40 ปีก่อน จนถึงปัจจุบันที่เป็นการเดินทางมาเยือนครั้งที่ 25-30 ได้เห็นการพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่ แต่โครงสร้างพื้นฐานเดิมเริ่มหมดอายุขัย และไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่มีงบประมาณเพียงพอจะอุดหนุนการยกระดับเมืองได้ทั้งหมด จึงต้องใช้คาร์บอนเครดิตเป็นสะพานเชื่อมเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเสริม

ขณะที่การพัฒนาความยั่งยืนเปรียบเสมือนการปรบมือที่ต้องใช้สองมือร่วมกัน ภาคเอกชนต้องเข้ามามีบทบาททั้งในฐานะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต ผู้ให้สินเชื่อ และผู้จัดหาเทคโนโลยี เพื่อสร้างตลาดการลงทุนที่ยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

นายอาเจย์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของธนาคารโลกในการเข้ามาสนับสนุนประเทศไทย คือการช่วยให้งบประมาณภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุด การเร่งดึงเงินทุนภาคเอกชน การสร้างงาน การดูแลคนรุ่นใหม่ และการเป็นพันธมิตรที่แท้จริงของประชาชนชาวไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล

โดย ธปฦ/ฐานิสร์ ทองนอก                                                                                                                   

ข่าวล่าสุด