
“อนุสรณ์” ชี้ มาตรการเยียวยาน้ำท่วม ต้องขยายขอบเขตมากกว่าพื้นที่อุทกภัยเท่านั้น เสนอลดดอกเบี้ย พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แนะรัฐบาลมีมาตรการทางภาษีสนับสนุนองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย ชี้เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5,000-9,000 ต้องให้ชัดเจน เตือนโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (1.65 แสนล้านบาท) ระวัง “เกาไม่ถูกที่คัน”
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า มาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องพิจารณามุ่งไปที่ “ตัวบุคคล” หรือ “ประชาชน” ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เสียหายเท่านั้น มาตรการเยียวยาต้องขยายขอบเขตไปมากกว่า “ประชาชน” ในพื้นที่อุทกภัย เพราะประชาชนที่ไม่อยู่ในพื้นที่อุทกภัย ก็ได้รับผลกระทบลูกโซ่ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียรายได้
ทั้งนี้ เสนอให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อส่งผลกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน อัตราดอกเบี้ยในตลาดกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินปรับตัวลดลงทั้งระบบ สำหรับลูกค้าผ่อนบ้านผ่อนรถ เสนอให้สถาบันการเงินทั้งระบบ ผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย และชำระหนี้รายเดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ขอให้ธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยเหลือประชาชน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ พักจ่ายดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว รวมทั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ต้องเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบ
“เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง และแรงงานรายวัน และ ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายวัน ซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ต้องหยุดประกอบอาชีพต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ไม่มีรายได้ คนเหล่านี้ไม่มีเงินออม…จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตั้งเป้าปล่อยวงเงินสินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ระยะเวลา 3 ปี ให้ประชาชนที่อยู่ในเขต และโซนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม หรือนอกเขต แต่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปลอดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี 2 ปีหลังคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับเริ่มต้นประกอบอาชีพและบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ” นายอนุสรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการทางภาษีในการสนับสนุน องค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย และประชาชนจิตอาสาที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ใช้มาตรการทางการคลังส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัยหรือบรรเทาสาธารณภัย และ ประชาชนจิตอาสา เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ อุทกภัยน้ำท่วมที่จะเกิดถี่ขึ้น หนักขึ้น จากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5,000-9,000 บาทต่อครัวเรือน ต้องทำให้ชัดเจน เงินช่วยเหลือยังล่าช้าอยู่ ต้องมีระบบคัดกรองไม่ให้ยื่นซ้ำซ้อน ยังมีข้อกังวลอยู่ว่า น้ำล้อมบ้านนั้น ต้องล้อมแบบไหนอย่างไร จึงได้เงินเยียวยา น้ำล้อมบ้านหรือท่วมบ้าน ถึงหรือไม่ถึง 7 วันมีเกณฑ์ในการตัดสินใจพิจารณาช่วยเหลือในรายละเอียดอย่างไร
“ขอเสนอรัฐบาลว่า สำหรับครอบครัวที่ได้รับความเสียหายหนักมาก ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เลย หรือ สมาชิกในครอบครัวที่เสาหลักทางด้านรายได้ต้องเสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ต้องพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษ” นายอนุสรณ์ กล่าว
*เตือนโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (1.65 แสนล้านบาท) ระวัง “เกาไม่ถูกที่คัน”
นายอนุสรณ์ ยังให้ความเห็นต่อกรณีที่รัฐบาลเห็นชอบ โครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย งบประมาณ 1.65 แสนล้านบาท (ปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่รวม 270 กม. เพื่อบายพาสน้ำเหนือ และแม่น้ำป่าสัก 600 ลบ.ม./วินาที ลงสู่อ่าวไทย มีแผนเสนอ EIA ปี 2569 และตั้งเป้าเริ่มสร้างปี 2570) โดยได้ประเมินประสิทธิภาพและแสดงข้อห่วงใยใน 3 ประเด็น โดยมองว่า
- ประโยชน์ระดับมหภาค โครงการนี้จะช่วยลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยา และป้องกันความเสี่ยงกรณีเกิด “มหาอุทกภัยจากน้ำเหนือ” ซ้ำรอยปี 2554 ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม. แต่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาน้ำท่วมเมือง
- ปัญหาน้ำท่วม กทม. และปริมณฑลในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือล้นตลิ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ เมืองที่ขาดพื้นที่รับน้ำและแก้มลิง มีการปรับเปลี่ยนผังเมืองไม่เป็นไปตามหลักวิชา ฝนตกหนักฉับพลัน (Rain Bomb) และระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยไม่ได้รับการบำรุงรักษา มีสิ่งกีดขวาง ขยะอุดตัน ต่อให้คลอง Floodway สร้างเสร็จ น้ำฝนก็ยังขังอยู่บนถนน (เช่น สุขุมวิท รังสิต รามอินทรา) ไม่สามารถไหลผ่านท่อที่อุดตันไปลงคลองยักษ์ได้ เพราะคลอง Floodwayไม่ได้ทำหน้าที่สูบน้ำจากพื้นถนนในเมือง
- องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า กทม. เสี่ยงน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573 จากปัญหาโลกเดือด น้ำทะเลหนุนสูง และแผ่นดินทรุด หากโครงการขุดคลองลงทะเลไม่มีการออกแบบ แนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall) หรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ปากอ่าวให้รัดกุม ในช่วงน้ำทะเลหนุน มวลน้ำจากคลองจะระบายออกไม่ได้ และอาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งอย่างรุนแรง
“การนำวิกฤตความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน ที่เกิดจาก Rain Bomb มาเป็นข้ออ้างเร่งรัดผลักดันโปรเจกต์แก้เรื่องน้ำเหนือ ถือเป็นการ ‘เกาไม่ถูกที่คัน’ แม้ไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค แต่วิกฤตน้ำท่วมเมืองในปัจจุบันต้องการการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเร่งด่วน” นายอนุสรณ์ เน้นย้ำ
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ตรงจุด และยั่งยืน 3 ประการ
1.ผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย: ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบท่อระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และจุดคอขวดน้ำไม่ระบายทั่วเมืองอย่างจริงจัง
2.เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแก้มลิงเมือง: เพื่อช่วยชะลอและกักเก็บน้ำตามหลักการพัฒนาเมืองยั่งยืน (Sustainable Urban Development)
3.เร่งสร้างแนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall): ออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนและบริหารจัดการแนวชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อนในระยะยาว
“ความท้าทายที่แท้จริงของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทุ่มงบประมาณสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ต้องไม่ใช้ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าจาก Rain Bomb มาเบี่ยงเบนโจทย์หลัก แต่ต้องเร่งผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยในเขตเมือง เพิ่มแก้มลิง และสร้าง Sea Wall ป้องกันน้ำทะเลหนุน เพื่อให้การใช้เงินภาษีของประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด และคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างยั่งยืน” นายอนุสรณ์ กล่าวสรุป
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์





