
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังเข้าสู่ปีที่ 4 ของตลาดกระทิง โดยการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยหนุนผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกำลังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตา
ดัชนี S&P500 เคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนถึงวันที่ 12 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปีนับจากวันที่ดัชนีปิดต่ำสุดของวัฏจักรตลาดรอบปัจจุบัน และเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิงครั้งนี้
ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group ระบุว่า ตลาดกระทิงรอบนี้ยาวนานเป็นอันดับ 8 นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และปรับขึ้นมาแล้ว 117% ซึ่งเป็นผลตอบแทนสูงเป็นอันดับ 6 ในบรรดาตลาดกระทิงนับตั้งแต่นั้นมา
โดยทั่วไป ตลาดกระทิงหมายถึงช่วงที่ตลาดหุ้นปรับขึ้นอย่างน้อย 20% หลังจากร่วงลงอย่างน้อย 20% จากจุดสูงสุด แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมีนิยามแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม
มาร์ก แฮกเก็ตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Nationwide กล่าวว่า การที่ตลาดกระทิงดำเนินมา 4 ปีไม่ได้หมายความว่าขาขึ้นจะสิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ เพราะตลาดกระทิงไม่ได้จบลงเพียงเพราะปรับตัวขึ้นมาเป็นเวลานาน แต่จะสิ้นสุดลงเมื่อเผชิญปัจจัยที่บั่นทอนความแข็งแกร่งของตลาด
แรงหนุนสำคัญของตลาดในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ผลกำไรของบริษัทซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่น โดยได้รับอานิสงส์จากการลงทุนขยายธุรกิจ AI และภาวะเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มตลาดในไตรมาสต่อ ๆ ไป
บริษัทในดัชนี S&P500 คาดว่าจะมีกำไรรวมเพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ในปีนี้ โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือไฮเปอร์สเกลเลอร์ (hyperscalers) ที่เร่งสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับการขยายตัวของ AI
Oxford Economics ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาเกือบหนึ่งในสามมาจาก AI โดยรวมทั้งผลสุทธิจากการลงทุนโดยตรงเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และผลจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาหุ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค
แอนโทนี ซักลิมเบเน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise กล่าวว่า AI เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดกระทิงรอบนี้ แต่โอกาสทำกำไรได้ง่ายจากกระแส AI อาจผ่านพ้นไปแล้ว ต่อจากนี้บริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี จะเผชิญแรงกดดันให้พิสูจน์ว่าการลงทุนในปัจจุบันสามารถสร้างผลกำไรได้จริง
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P500 มีเพียงกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มบริการสื่อสาร ซึ่งรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง Alphabet และ Meta Platforms ที่ปรับตัวขึ้นมากกว่าดัชนีโดยรวมในช่วงตลาดกระทิงรอบนี้
หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป AI รายสำคัญ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการเติบโตของกระแส AI โดยมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2565 เป็น 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก
ปัจจุบัน บริษัทสหรัฐฯ 13 แห่งมีมูลค่าตลาดอย่างน้อยแห่งละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเพียง 2 แห่งที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีหรือไม่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างมากของหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้ตลาดพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งมากขึ้น ข้อมูลจาก J.P. Morgan Asset Management ระบุว่า หุ้น 10 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในดัชนี S&P500 มีสัดส่วนรวมกันเพิ่มจากประมาณ 28% ในเดือนต.ค. 2565 เป็นราว 40% ในปัจจุบัน
แองเจโล คูร์คาฟาส นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกอาวุโสของ Edward Jones กล่าวว่า การกระจุกตัวดังกล่าวสะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและผลกำไรที่เติบโตเหนือความคาดหมาย แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดด้วย หากกระแสการลงทุนที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเริ่มเสื่อมความนิยมลง พอร์ตลงทุนอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าปกติ
นอกจากความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นแล้ว ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 5.2% หลังเพิ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามควบคุมเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง แต่นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ โดยตลาดหมีรอบก่อนหน้าซึ่งนำไปสู่จุดต่ำสุดในเดือนต.ค. 2565 ก็เกิดขึ้นในช่วงที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้ตราสารหนี้น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้น และอาจดึงดูดเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้น นอกจากนี้ ตลาดยังอาจผันผวนมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนหน้า
คูร์คาฟาสกล่าวว่า Edward Jones ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าระดับอ้างอิง แต่ปรับคำแนะนำให้ระมัดระวังมากขึ้นจากเดิม เนื่องจากตราสารหนี้เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยบริษัทยังมองว่าตลาดกระทิงไม่น่าจะสิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ แต่เห็นว่า การลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนลงบางส่วนเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผล
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





