ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (6 ต.ค.) หลังจากราคาน้ำมันย่อตัวลง ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และได้ฉุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ร่วงลงด้วย ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.33% แตะที่ระดับ 101.833
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4209 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4256 ดอลลาร์แคนาดาในวันจันทร์ (5 ต.ค.) แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 158.12 เยน จากระดับ 158.00 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8313 ฟรังก์ จากระดับ 0.8307 ฟรังก์
ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1261 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1215 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3277 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3219 ดอลลาร์
นักวิเคระห์จากบริษัท Wealthspire Advisors ในนิวยอร์ก กล่าวว่า การย่อตัวลงของราคาน้ำมันทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 5.256% หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2545 เมื่อวันจันทร์ (5 ต.ค.)
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอื่น ๆ ปรับตัวลงเช่นกัน รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักจะปรับตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนนี้ หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ราคาน้ำมันย่อตัวลงในวันอังคาร เนื่องจากตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทาน หลังจากประเทศในกลุ่ม G7 มีมติเห็นพ้องในการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 21.6% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 70.9% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 13.7% สู่ระดับ 1.056 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.02 แสนล้านดอลลาร์ และถือเป็นการขาดดุลมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2568 โดยได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ทั้งนี้ ยอดนำเข้าในเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 4.3% สู่ระดับ 4.208 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.152 แสนล้านดอลลาร์
นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟดในวันนี้ (7 ต.ค.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามการคาดการณ์ของตลาด
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





