
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน
โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีผู้แทนจาก 191 ประเทศ และผู้ติดตามประมาณ 15,000 คน เดินทางเข้าประเทศไทย โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำ และระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่า มีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงาน และการลงทุนจากต่างประเทศ
โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการดังนี้
1. เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และลำน้ำที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือใกล้เต็ม ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการพร่องน้ำ เร่งระบายน้ำออกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และให้กำหนดมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย
2. เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ โดยกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณคอขวด สะพาน ท่อระบายน้ำ ทางลอด และจุดที่มีขยะ เศษวัสดุ หรือวัชพืช เพื่อเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้ได้อย่างเต็มที่ และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขัง
3. การชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงให้แม่นยำและตรงจุด การชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้ชัดเจน ตรงจุด และแม่นยำ เพื่อให้หน่วยปฏิบัติเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลไว้เป็นการล่วงหน้าได้ถูกพื้นที่และทันต่อสถานการณ์
4. ให้ระดมเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ และเหมาะสมกับสถานการณ์ กรณีเครื่องจักรของภาครัฐไม่เพียงพอ ให้จังหวัดระดมหรือจัดหาเครื่องจักรจากภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ เปิดเส้นทาง และช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์
5. เริ่มฟื้นฟูในโซนที่น้ำลดทันที ประสานดูแลเรื่องการเก็บขยะ ทำความสะอาด ตรวจระบบไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสาธารณสุขให้มีความพร้อมในพื้นที่ที่ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว
6. ให้เตรียมเสนอแผนฟื้นฟูและการช่วยเหลือประชาชน โดยสำรวจ ขึ้นทำทะเบียน และนำส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินชดเชยจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ พร้อมให้กระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร และชาวไร่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย รวมถึงเตรียมเสนอแผนฟื้นฟูและการให้เงินกู้แก่เกษตรกร
7. ขอให้การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) พิจารณาแนวทางลดภาระค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า แก่ครัวเรือนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง โดยพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และขอให้เว้นหรือลดค่าใช้จ่ายในช่วงดังกล่าว เพื่อช่วยลดภาระแก่ประชาชนที่ประสบภัย
8. ขอให้ท่าอากาศยานไทย และกระทรวงคมนาคม ในช่วงการประชุมประจำปี 2569 ของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) บริหารจัดการการเดินทางของผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการขนส่งอย่างเต็มที่ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน และเร่งคืนสภาพการให้บริการให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ในภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จังหวัดปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา รวมถึงมีการอพยพประชาชนและผู้ป่วย โดยเฉพาะโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกองทัพบกได้สนับสนุนโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ รองรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยนายกรัฐมนตรี ขอบคุณกองทัพบก พร้อมกำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว
นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ตรวจสอบให้ครบทุกพื้นที่ และไม่ต้องรอให้การฟื้นฟูแล้วเสร็จ พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ว เร่งใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย
* กำชับโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมล็อตแรกก่อน 1 ต.ค. ภายในสัปดาห์นี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน โดยกรณีเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ให้ใช้งบกลาง ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จะอยู่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ จึงมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดทำระบบการช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่ให้ต้องติดต่อประสานงานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





