
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนส.ค. 69 อยู่ที่ 69,724 คัน ลดลง 2.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนส.ค. 69 อยู่ที่ 49,073.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.73%YoY
โดยปัจจัยเนื่องจากการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง ลดลงอีก 7,146 คันหรือลดลง 40.24% โดยตลอด 6 เดือนที่มีการสู้รบกันการส่งออกลดลงถึง 46,268 คัน ส่วนขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า สงครามตะวันออกกลางจะยุติอย่างถาวรได้เมื่อไร อย่างไรก็ตาม เดือนส.ค. การส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือ นอกจากส่งออกลดลงในตลาดตะวันออกกลางยังส่งออกลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้ด้วย
ในส่วนของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) อยู่ที่ 565,037 คัน ลดลง 6.29%YoY ด้านมูลค่าการส่งออกรถยนต์ รวมทั้งสิ้น 390,500.33 ล้านบาท ลดลงจาก 4%YOY

*ยอดผลิตโต 10.93% รับผลิตรถ EV เพิ่ม
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนส.ค. 69 มีทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93%YoY โดยเพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,126 คัน เพิ่มขึ้น 77.38% และผลิตรถกระบะเพื่อส่งออก 65,103 คัน เพิ่มขึ้น 18.11% ขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในยังคงผลิตได้แค่ 17,355 คัน ลดลง 20.51%
สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) มีจำนวนทั้งสิ้น 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27%YoY
ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก เดือนส.ค. 69 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 83,612 คัน คิดเป็น 67.08% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 12.24%YoY และในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 605,579 คัน คิดเป็น 63.10% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 2.89% YoY
ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนส.ค. 69 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 41,034 คัน คิดเป็น 32.92% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 8.34% YoY และในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 354,132 คัน เพิ่มขึ้น 9.27% YoY
*ยอดขาย EV โตแรงดันยอดขายรวมพุ่ง
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนส.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,809 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. 69 ที่ 1.04% และเพิ่มขึ้น 25.59%YoY โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% มีสัดส่วน 32.97% หรือเกือบหนึ่งในสามของยอดขายแต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้ามี 13,126 คัน น้อยกว่ายอดขาย 6,595 คัน ส่งผลให้ 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศไทย มี 60,578 คัน มีสัดส่วนแค่ 41.74% ของยอดขาย 145,132 คัน เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้านำเข้า 84,554 คัน มีสัดส่วน 58.26% ของยอดขาย
ทั้งนี้ สะท้อนว่า มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาขายมากกว่าผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการจ้างงานคนไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศได้รับความเสียหาย จึงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างสมดุลให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศมานาน และผู้ลงทุนรายใหม่ให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะรถกระบะและเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งออกไปทั่วโลกตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่มีความแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เห็นด้วยกับกระทรวงพลังงานที่ให้ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพให้มากขึ้น เพราะผลิตในประเทศได้ ลดการนำเข้าน้ำมันซึ่งมีราคาสูงขึ้น ทำให้ค่าการขนส่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชนที่ต้องใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยได้มากขึ้น
“ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ยังคงขยายตัวในอัตราต่ำ โดยส่วนหนึ่งมาจากการผลิตรถกระบะที่ลดลงกว่า 3 แสนคันใน 3 ปีที่ผ่านมา เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศกว่า 90% เมื่อผลิตรถกระบะลดลง อย่างต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว อุตสาหกรรมที่ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ก็ผลิตลดลง 3 แสนชิ้น จนบางบริษัทขาดสภาพคล่อง ต้องลดการจ้างงาน จ่ายค่าจ้างลดลง และปิดกิจการไปก็ปรากฏในสื่อมาแล้วจน กกร. ต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อรถกระบะเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน” นายสุรพงษ์ กล่าว
ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้รถกระบะที่สามารถใช้ B20 รถยนต์นั่งสามารถใช้แก๊สโซฮอลให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ซัพพลายเชนทั้งหลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ จะได้ผลิตมากขึ้นจ้างงานมากขึ้น รายได้คนไทยจะได้มากขึ้น จับจ่ายซื้อของมากขึ้น ซื้ออาหารมากขึ้น เที่ยวมากขึ้น ชำระหนี้ได้มากขึ้น เป็นการลดหนี้ครัวเรือนอย่างแท้จริง จะได้เป็นการเริ่มต้นการเติบโตของเศรษฐกิจในวงจรขาขึ้น จะได้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงเร็วขึ้น ไม่ต้องรออีก 20 ปี
ส่วนรถกระบะและรถกระบะดับเบิลแค็บ ยังคงขายลดลง 10.77% และ 3.63% ตามลำดับ จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามข้อมูลจากธนาคาร เพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราต่ำ รายได้ SME ยังอ่อนแอ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนยังคงสูง
สำหรับยอดขายรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) มียอดขายรวม 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60%YoY

*ยอดจดทะเบียนรถ EV ป้ายแดงเพิ่มขึ้น
- ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 24,505 คัน เพิ่มขึ้น 113.35%YoY ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 168,686 คัน เพิ่มขึ้น 82.17%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ส.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 539,630 คัน เพิ่มขึ้น 69.39%YoY
- ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 13,882 คัน เพิ่มขึ้น 30.48%YoY ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 116,207 คัน เพิ่มขึ้น 22.62%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ส.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 720,082 คัน เพิ่มขึ้น 27.92%YoY
- ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,747 คัน เพิ่มขึ้น 66.54%YoY ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 13,916 คัน ลดลง 1.72%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ส.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 95,126 คัน เพิ่มขึ้น 23.99%YoY
*ประเมินน้ำท่วมเบื้องต้นยังไม่กระทบภาคอุตสาหกรรมยานยนต์
จากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ในส่วนของซัพพลายเชนและโรงงานประกอบรถยนต์นั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส.อ.ท. ได้ขอให้ผู้ผลิตในซัพพลายเชนตรวจสอบสต๊อกชิ้นส่วน และความพร้อมในการผลิตหลังสถานการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป เบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาในการผลิต และจากการติดตามข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าปริมาณฝนจะเริ่มลดลง
“ประธาน ส.อ.ท. ได้แจ้งให้บริษัทสมาชิกตรวจสอบปริมาณสต๊อกสินค้า และปัญหาการขนส่งว่า อาจเกิดการขาดแคลนหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอสรุปรายงานตัวเลขจากสมาชิก” นายสุรพงษ์ กล่าว
ส่วนความกังวลว่าน้ำท่วมรอบนี้ จะซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงปลายปีที่มีงาน Motor Expo หรือไม่นั้น นายสุรพงษ์ ประเมินว่า เมื่อถึงช่วงงาน Motor Expo น้ำน่าจะแห้งหมดแล้ว จึงไม่น่าส่งผลกระทบต่อยอดซื้อในงาน
ทั้งนี้ จากที่สื่อมีรายงานว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อของประชาชนบางกลุ่มที่ต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือน อย่างไรก็ดี ยังมองว่ามีปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยชดเชยระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การประชุมนานาชาติในเดือนต.ค. 69 ที่ภาครัฐกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว 2. ยอดส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และดิจิทัลยังคงเติบโตอย่างเข้มแข็ง และ 3. มีการลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มรายได้ในภาคการก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชดเชยความเสียหายได้
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่น้ำท่วมกระจายไปกว่า 20 จังหวัด ส.อ.ท. ยังคงเป้าหมายยอดผลิตและยอดจำหน่ายเดิม ไม่มีการปรับลดเป้า หากสถานการณ์น้ำท่วมสิ้นสุดลงภายใน 2-3 วันตามคาดการณ์ ส่วนพื้นที่น่ากังวล มองว่า พื้นที่ภาคตะวันออก เป็นจุดที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากเป็นฐานการผลิตและแหล่งส่งออกยานยนต์ที่สำคัญ ซึ่ง ส.อ.ท. กำลังติดตามระยะเวลาของสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

ด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ขอบคุณภาครัฐสำหรับมติ Board EV เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับข้อเสนอ 3 เสาหลักบางส่วนที่พูดเรื่องของการปกป้อง กระตุ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ได้พูดคุยและนำเสนอกับภาครัฐมาโดยตลอด
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยการกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุนและผลิตในประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งนี้อัตราภาษีที่ลดหลั่นกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ผมเชื่อว่าจะสามารถจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุน และขยายฐานการผลิตรวมทั้งเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือ local content ในประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังรอประกาศตัวเลขอัตราภาษีอย่างเป็นทางการอยู่แต่การทำงานของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ ขณะนี้เรายังมีการศึกษาเรื่องของ local content หรือ Thai content เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Ecosystem หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นอกจากนี้ยังมีเรื่องการกำหนดปริมาณนำเข้า หรือโควตาโดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทยเช่นกัน
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 8 เดือนที่ผ่านมายอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศกลับมาขยายตัว ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยมียอดจำหน่ายในประเทศประมาณ 466,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศยังหดตัวอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยลดลงประมาณ 63% ตั้งแต่ปี 65 ขณะที่การส่งออกรถกระบะก็ติดลบเช่นกัน
ทั้งนี้ สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย วิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ยอดกระบะตกลงส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถ แต่ยังรวมไปถึง Supply Chain ระดับลึกด้วย เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน local content สูงมาก บางยี่ห้อสูงอยู่ในระดับมากกว่า 90%
นายสุวัชร์ กล่าวว่า ตนและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ หวังจะเห็นมาตรการ “กระตุ้น”ตลาดจากภาครัฐในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้
ในส่วนของผลกระทบของน้ำท่วมต่อซัพพลายเชน และโรงงานประกอบรถยนต์นั้น นายสุวัชร์ กล่าวว่า โรงงานประกอบรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงเดินสายการผลิตได้ตามปกติ แม้จะมีบางแห่งได้รับผลกระทบเล็กน้อย เช่น มีโรงงานบางแห่งที่น้ำท่วมเข้าพื้นที่บ้าง ซึ่งต้องทำการฟื้นฟูเล็กน้อย แต่ในภาพรวมของการขนส่งชิ้นส่วน ยานพาหนะที่ใช้เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ (เช่น รถ 6 ล้อขึ้นไป) ทำให้ในขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ
“ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม สามารถติดตามแคมเปญช่วยเหลือจากทุกค่ายรถยนต์ และจักรยานยนต์ได้ที่เพจเฟสบุคของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” นายสุวัชร์ กล่าว
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





