
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ว่า ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว ตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รายงาน ส่วนรายละเอียด เงื่อนไขและรูปแบบโครงการ ขอให้รอความชัดเจนจากนายเอกนิติโดยจะต้องครอบคลุมทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟสที่ 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
พร้อมยืนยันว่า มาตรการทั้งหมดที่ออกมาไม่ใช่โครงการประชานิยม แต่เป็นกลไกสำคัญในการช่วยอัดฉีดระบบเศรษฐกิจและลดค่าใช้จ่ายในภาวะปัจจุบัน
ส่วนกรณีธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%นั้น นายกฯ ยืนยันว่ามีหลายมาตรการที่เตรียมไว้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเป็นหนึ่งในกลไกช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

*โฆษกรัฐบาล แย้ม ไทยช่วยไทย พลัส 2 ให้เงินรวดเดียว 1,000 บาทใช้ 2 เดือน
ด้านนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความชัดเจนรายละเอียด โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ว่า จากที่ได้คุยกับนายเอกนิติ คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม
ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการเติมเงินเข้า 700 บาท รวมกับสิทธิ์ปกติ 300 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เช่นเดิม
ทั้งนี้จะต้องมีการโยกงบประมาณมาใช้สำหรับการต่ออายุครั้งนี้หรือไม่ นายเอกภพยืนยันว่า ไม่ต้องมีการดึงเงินมาเพิ่ม ซึ่งจำนวนเงินที่คำนวณวันนี้ 1,000 บาท หากดำเนินการ 2 เดือน และถือเป็นการเปิดช่องทางการใช้ได้มากขึ้น
*”ศุภจี” เตรียมชง ครม. สัปดาห์หน้า เคาะอุ้มค่าครองชีพ-สินค้าเกษตร รับมือราคาน้ำมันพุ่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวถึง แนวทางการรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง นายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงมาตรการดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ นางศุภจี คาดว่า ในการประชุม ครม. สัปดาห์หน้า จะมีการเสนอมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และราคาสินค้าเกษตร โดยจะพิจารณาการดึงงบประมาณจากส่วนต่างๆ มาใช้ตามความเหมาะสม ทั้งงบกลาง เงินกู้ หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประชาชน
นางศุภจี มั่นใจว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะยังคงอยู่ในกรอบไม่เกิน 3% โดยในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยยังต่ำกว่า 2% แม้ว่าทิศทางในช่วงท้ายปีจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับกว่า 2% ตามราคาพลังงานก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% แล้ว ถือว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ
รวมถึงกรณีราคาพลังงานและราคาน้ำมันนั้น นางศุภจี กล่าวว่า ราคาน้ำมันของไทยยังไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากภาครัฐยังคงมีการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยเปรียบเทียบราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา สิงคโปร์อยู่ที่ราว 106 บาทต่อลิตร ขณะที่ไทยอยู่ที่ประมาณ 39-40 บาทต่อลิตร ซึ่งไทยมีราคาน้ำมันสูงกว่าเพียงแค่บรูไนและเวียดนามเท่านั้น
ส่วนข้อสงสัยของสังคมเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการควบคุมราคาน้ำมันนั้น รมว.พาณิชย์ ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมัน ซึ่งอำนาจการกำหนดราคาและนโยบายบริหารจัดการเป็นของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)
ทั้งนี้ นางศุภจี กล่าว่า แม้น้ำมันจะเป็นสินค้าควบคุม แต่บทบาทของกระทรวงพาณิชย์คือ การกำกับดูแลให้มีการจำหน่ายตรงตามป้ายราคาที่ประกาศไว้ การติดป้ายแสดงราคาที่ชัดเจน หรือ ตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันให้ได้มาตรฐาน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือลดราคาน้ำมันที่ต้นทางได้ เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





