เงินเฟ้อ ส.ค.เพิ่มขึ้น 2.53% เหตุราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง-อาหารจานเดียวแพงขึ้นเป็นวงกว้าง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนส.ค.69 อยู่ที่ระดับ 102.67 เพิ่มขึ้น 2.53% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2.37-2.43% เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ร่วมกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร

นอกจากนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง ในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ประกอบกับสภาพอากาศมีความแปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

ทั้งนี้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.69) เพิ่มขึ้น 1.37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ในเดือน ส.ค.69 อยู่ที่ระดับ 102.97 เพิ่มขึ้น 1.44% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 0.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับสินค้าและบริการสำคัญทั้ง 464 รายการ ที่นำมาคำนวณในตะกร้าเงินเฟ้อ มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือน ก.ค.69 ดังนี้

– สินค้าและบริการที่ราคาสูงขึ้น 226 รายการ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าเช่าบ้าน, ข้าวราดแกง, ข้าวมันไก่, ข้าวสารเจ้า, เนื้อสุกร, ไก่สด, ผักบุ้ง, หอมแดง, ส้มเขียวหวาน และฝรั่ง เป็นต้น

– สินค้าและบริการที่ราคาลดลง 119 รายการ ได้แก่ ค่าโดยสารเครื่องบิน, น้ำมันหล่อลื่น, ผักคะน้า, กะหล่ำปลี, น้ำมันพืช, ซีอิ๊ว, ผลิตภัณฑ์ซักผ้า, น้ำยาล้างจ้าน, สบู่, ยาสีฟัน เป็นต้น

– สินค้าและบริการที่ราคาคงเดิม 119 รายการ ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า, ค่าน้ำประปา, ค่าจ้างซัก-รีดผ้า, ค่าเบี้ยประกันทรัพย์สิน, ค่าตรวจสุขภาพประจำปี, ค่าตรวจสายตาประกอบแว่น เป็นต้น

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือน ก.ย.69 ผู้อำนวยการ สนค. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง พร้อมคาดว่า อัตราเงินเฟ้อช่วงไตรมาส 4/69 (ต.ค.-ธ.ค.69) จะอยู่ที่ระดับ 2.70%

ส่วนทั้งปี 2569 ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไว้ในระดับเดิมที่ 1.5-2.5% จากสมมติฐานสำคัญ ดังนี้ 1.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ อยู่ที่ 1.5-2.5% 2.ราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปี เฉลี่ยที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 3. อัตราแลกเปลี่ยน เฉลี่ยทั้งปีที่ 32-33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่

1. ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงยืดเยื้อ และมีการปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

2. ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง

3. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า

4. ราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากผลของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า มี 2 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ซึ่งจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปีนี้ ได้แก่ การส่งผ่านผลกระทบของราคาน้ำมันไปสู่สินค้าต่าง ๆ และภาวะเอลนีโญ หรือสถานการณ์ภัยแล้งในระดับที่รุนแรง ซึ่งมีการประเมินว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 70

“จะเห็นว่าการส่งผ่านราคาสินค้าที่ผ่านมา หลักๆ จะเป็นเรื่องอาหารจานเดียว แต่วันนี้ การปรับขึ้นราคาของอาหารจานเดียว จะเห็นว่า trend ของรายการที่ราคาปรับขึ้นนั้น จะเริ่มลดลง ซึ่งหมายความว่า การส่งถ่ายเรื่องของต้นทุนไปสู่อาหารจานเดียวเริ่มจะลดลง คือ ยังขึ้นราคา แต่ชะลอตัวลง และเริ่มทรงตัว แต่สิ่งที่กระทบมากในช่วงปลายปี คือราคาน้ำมัน และเอลนีโญ ที่จะเป็นระดับ very strong ในช่วงเดือน พ.ย.69-ม.ค.70” นายนันทพงษ์ ระบุ

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ 1. ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนก.ย.-ธ.ค.69 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อน ที่หน่วยละ 3.95 บาท และ 2. ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่ มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ส่วนกรณีที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะสิ้นสุดในเดือนก.ย.นี้ จะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในเดือนถัดไปอย่างไรนั้น ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ไม่ได้มีผลต่อเงินเฟ้อในช่วงหลังจากนี้มากนัก เพราะการส่งผ่านต้นทุนได้มีผลไปในระดับหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้น การที่มีเม็ดเงินจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ก็ไม่ได้ส่งผลทำให้ราคาสินค้าในช่วงหลังจากนี้ต้องปรับเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้มีผลต่อเงินเฟ้อเท่าใดนัก หากโครงการดังกล่าวสิ้นสุดลง

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน