มาเลเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบผู้ต้องหาจาก 9 ประเทศ รวมไทย ยึดทรัพย์หรูเกือบ 470 ล้านบาท

ตำรวจมาเลเซียเปิดปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ บุกทลายเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ข้ามชาติที่ใช้พื้นที่ในเขตหุบเขากลัง (Klang Valley) เป็นฐานปฏิบัติการ พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 187 รายจาก 9 ประเทศ รวมคนไทย

คาลิด อิสมาอิล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย แถลงผลการปฏิบัติการภายใต้รหัส Op Teguh 2.0 ในวันนี้ (15 พ.ค.) เผยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 46 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่พักอาศัยที่ถูกใช้เป็นฐานในการกระทำความผิด

จากการจับกุมพบว่า กิจกรรมหลอกลวงเหล่านี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นขบวนการที่มิจฉาชีพจากหลายประเทศทำงานร่วมกันโดยใช้มาเลเซียเป็นฐานปฏิบัติการ

“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลว่ากลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้าประเทศด้วยวิธีใด โดยกำลังตรวจสอบว่าเข้ามาด้วยวีซ่าระยะสั้น (Social Visit Pass) หรือช่องทางอื่น ๆ” ผบ.ตร.มาเลเซียกล่าว

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแบ่งเป็นชาย 151 คน และหญิง 36 คน ประกอบด้วยชาวมาเลเซีย และชาวต่างชาติจาก จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว ไทย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ยึดของกลางรวมมูลค่ากว่า 57.68 ล้านริงกิต (ราว 469 ล้านบาท) ประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์หรู 3 แห่ง, รถยนต์หรู 20 คัน, สินค้าแบรนด์เนม อาทิ นาฬิกา กระเป๋า เครื่องประดับ รวมถึงทองคำแท่ง รวม 67 รายการ, อุปกรณ์ดิจิทัล 556 รายการ, คริปโทเคอร์เรนซี มูลค่าเกือบ 550,000 ริงกิต, เงินสดทั้งสกุลเงินริงกิตและสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงบัตรเดบิตและเครดิตจำนวนมาก

ผบ.ตร.มาเลเซียเผยด้วยว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยกลุ่มมิจฉาชีพใช้กลโกงหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลงทุนปลอม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เหยื่อในฮ่องกงและจีน, แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ โดยปลอมตัวเป็นตำรวจญี่ปุ่นติดต่อเหยื่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ไปจนถึง Romance Scam หรือหลอกให้รักเพื่อต้มตุ๋นเหยื่อในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ตลอดจนพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย

สำหรับสาเหตุที่มาเลเซียมักถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติ คาลิดระบุว่าอาจเป็นเพราะนโยบายฟรีวีซ่า รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้งหมดมีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง โดยขณะนี้ตำรวจมาเลเซียกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการคัดกรองชาวต่างชาติและป้องกันไม่ให้ขบวนการเหล่านี้กลับมาใช้มาเลเซียเป็นฐานก่ออาชญากรรมได้อีก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)