หุ้นแบงก์ญี่ปุ่นร่วงหนัก หวั่นภาษีสหรัฐฯ กระทบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

หุ้นกลุ่มธนาคารญี่ปุ่นดิ่งลงอย่างหนักในวันนี้ (4 เม.ย.) ท่ามกลางความกังวลว่ามาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสกัดกั้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางของญี่ปุ่น ซึ่งอาจดับความหวังในการกลับสู่อัตราดอกเบี้ยระดับปกติที่รอคอยมานานหลายทศวรรษ

ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารโตเกียวปิดตลาดร่วงลงกว่า 8% ทำให้ตลอดสัปดาห์นี้ปรับตัวลดลงแล้วถึง 20% ขณะที่หุ้น Mitsubishi UFJ Financial Group สถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดของประเทศตามมูลค่าสินทรัพย์ ดิ่งลง 8.5%

การร่วงลงของหุ้นครั้งนี้ตอกย้ำผลกระทบวงกว้างต่อนานาชาติจากนโยบายกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะการหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดที่ยาวนานหลายทศวรรษ ทั้งนี้ ธนาคารญี่ปุ่นจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ให้สินเชื่อรายใหญ่ที่สุดของโลก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ทิศทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหัวจักรสำคัญทางเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น ความกังวลเรื่องการชะลอตัวของการค้าโลกจึงเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อ “แนวโน้มการฟื้นตัวจากภาวะเงินฝืด” (reflation prospects) ของญี่ปุ่น

จากความกังวลว่ามาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าในวันที่ 1 พ.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นลงได้ถึง 0.8%

นักวิเคราะห์ตลาดการเงินให้ความเห็นว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่ลดลง ประกอบกับแนวโน้มเงินเยนแข็งค่า กำลังสร้างปัจจัยผสมที่ส่งผลลบอย่างมากต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งกระทบต่อแนวโน้มผลกำไรของธนาคาร

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นแม้ว่าญี่ปุ่นจะสามารถผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ BOJ มาได้เกือบ 3 ปีแล้ว ซึ่งต่างจากช่วง 25 ปีก่อนหน้าที่ BOJ ต้องต่อสู้กับภาวะเงินฝืดและกดดอกเบี้ยไว้ใกล้ศูนย์ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้เกิดคำถามว่า BOJ จะคงนโยบายปัจจุบันได้นานแค่ไหน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 68)

Tags: , , ,
Back to Top