
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ NEXTMOVE Thailand ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญโจทย์ที่ท้าทายหลายด้าน ทั้งการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคเกษตรที่ผลผลิตต่ำ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ การขาดแคลนแรงงาน และพลังงาน ตลอดจนความจำเป็นที่จะต้องลงทุนเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

“โจทย์เดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา คือเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ ปัญหาระยะยาว คือ ศักยภาพด้านการผลิต ปัญหาสังคมสูงอายุ เทคโนโลยี และแรงงาน นอกจากนี้ โครงสร้างและสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ ก็มีความสำคัญซึ่งไทยต้องแก้ไข” นายศุภวุฒิ กล่าว
ขณะที่โจทย์ใหม่ล่าสุดของประเทศไทย คือ การที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศจะเก็บภาษีต่างตอบแทนเพิ่มเติมจากประเทศต่าง ๆ ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าประเทศไทยน่าจะอยู่ในบ่วงนี้เช่นกัน อย่างไรก็ดี นโยบายต่าง ๆ ยังไม่มีความแน่นอนสูงมาก
“ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ครั้งล่าสุด ได้ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจเหลือ 1.7% ปรับเงินเฟ้อขึ้นเป็น 2.7% และคาดการณ์ปีต่อ ๆ ไปก็คาดว่าการเติบโตจะน้อยลงเช่นกัน ดังนั้น ได้เห็นแล้วว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเขาก็มี และผลกระทบจะมาถึงไทยเราอย่างแน่นอน” นายศุภวุฒิ กล่าว
พร้อมระบุว่า นโยบายที่แท้จริงของทรัมป์ กรอบคือการประกาศว่าประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือเอาเปรียบสหรัฐฯ และให้เก็บภาษีต่างตอบแทน โดยมีความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีไทยในระดับหนึ่งในทุกสินค้า และให้เจรจาว่าไทยจะทำอย่างไรต่อไป โดยมองว่าจะเป็นไปได้มากกว่าที่จะให้ไทยลดภาษีลงไปเท่ากับสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ จะได้เงินมากกว่า เพื่อนำเงินภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้น มาลดการขาดดุลงบประมาณในส่วนที่ทรัมป์จะต้องการต่อกฎหมายในการลดภาษีด้านอื่น ๆ
“ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ จากการที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 20% ของการส่งออกทั้งหมด และ 9% ของ GDP ของไทย” นายศุภวุฒิ กล่าว
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวเสวนาในหัวข้อ “Panel Discussion…โลกป่วน-เกมเปลี่ยน” ว่า นโยบายของทรัมป์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3T คือ
- Tariffs กำแพงภาษีที่ทรัมป์ไม่ได้มีไว้แค่ขู่ แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องการลดการเกินดุล และดึงการจ้างงานกลับประเทศ แบ่งเป็น 3 เลเยอร์ คือภาษีทั่วไป (ภาษีศุลกากรแบบแลกเปลี่ยน) ภาษีอุตสาหกรรม (เหล็กและอะลูมิเนียม) และการเก็บภาษีรายประเทศ เช่น เม็กซิโก และแคนาดา
- Transactional เปลี่ยนแนวคิดเดิม ๆ ที่แม้จะเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ใช่ว่าจะรอดจากนโยบายทรัมป์
- Triumph ภาพความสำเร็จของทรัมป์คืออะไร เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องตีโจทย์ให้แตก
นอกจากนี้ ยังมีโจทย์เรื่องเทคโนโลยี ที่การมาของ Deepseek เป็นการเปลี่ยนโลก สงคราม AI จะทำให้ยุคของ AI มาถึงเร็วกว่าที่คิด จากการแข่งขันของยักษ์ใหญ่ทั้งสหรัฐฯ และจีน ดังนั้นถ้าไทยตามไม่ทัน ก็จะกลายเป็นความเสี่ยง แต่ถ้าตามทันก็กลายเป็นโอกาสได้
“สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวหรือไม่ ก็มีบางทฤษฎีที่บอกว่า สุดท้ายอาจมีการแบ่งโลกเป็น 3 ส่วน คือ จีน สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ สุดท้ายแล้วคนไทยจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมคนสหรัฐฯ ไม่ชอบโลกาภิวัตน์ คือเขาไม่ชอบสินค้าทะลัก ไม่ชอบคนอพยพ และไม่ชอบสินค้าที่ทะลักเข้ามา และล่าสุด ตอนนี้ไทยกำลังเจอปัญหานั้นเช่นกัน และจะเจอมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ต้องคิดให้ดีว่าไทยจะรับมืออย่างไร” นายสันติธาร กล่าว
นายสันติธาร กล่าวว่า ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น คือ การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น สงครามการค้าของโลก คือสงครามธุรกิจเช่นกัน ดังนั้น เมื่อสงครามการแข่งขันในทุกวงการเข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องมี 4 อย่าง คือ
1. ยืน: ต้องหาจุดยืนให้ถูกที่ ถูกอุตสาหกรรม ถูกตลาด โดยโลกที่เราเป็นที่ 1 ของวงการ อาจไม่รอดถ้าอยู่ผิดวงการ ขณะเดียวกัน ก็ต้องศึกษาคู่แข่งด้วย
2. สร้าง: สร้างคุณค่า ไม่เป็นแค่ทางผ่าน หรือแค่ใช้ไทยเป็นแค่ฐานผลิต แต่ไทยไม่ได้อะไร
3. กว้าง: โลกแบ่งเป็น 3 ส่วน ต้องมองตลาดให้กว้างขึ้น มองไปยังประเทศอื่น ๆ นอกจากจีน และสหรัฐฯ
4. ไกล: หลายประเทศมองการณ์ไกล ทำให้สามารถก้าวไปสู่เทรนด์อนาคตได้ ซึ่งไทยเองก็มีศักยภาพหลายด้านที่มีโอกาส เช่น ไทยมีจุดแข็งเรื่องบริการ wellness อาจปักธงเพื่อตอบโจทย์สังคมสูงอายุในอนาคตหรือไม่
ด้าน นายอาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ภาพใหญ่ของสถานการณ์โลกตอนนี้ คือ การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีน สหรัฐฯ มองว่าถ้าทำการค้าแบบเดิม ๆ น่าจะแพ้จีน ดังนั้น สหรัฐฯ จึงมาเขย่าโลก ทำให้ทุกคนจนลงหมด เจ็บหมด แต่สหรัฐฯ เจ็บน้อยสุด และจีนน่าจะเจ็บมากสุด โดยตอนนี้สหรัฐฯ กำลังรันโลกโดยนักธุรกิจเล่นใหญ่คิดเปลี่ยนโลก เปลี่ยนผ่านระบบการค้า และเศรษฐกิจโลก
“สหรัฐฯ ไม่อยากแบกโลกแล้ว แต่ยังยินดีซื้อสินค้าจากประเทศอื่น แต่ประเทศคู่ค้า ก็ต้องซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ และลดค่าเงินแลกกันเช่นกัน ทุกอย่างต้องเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่มีของฟรีในโลก” นายอาร์ม กล่าว
ทั้งนี้ ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ทรัมป์จะจัดการ 15 ประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า ซึ่งแน่นอนว่าไทยอยู่ในนั้น สำหรับประเทศไทย เรารู้นโยบาย รู้ทิศทางทุกอย่าง แต่ไทยไปไม่ได้ จึงเป็นโจทย์เรื่องการปฏิบัติ ทำอย่างไรให้เกิดเป็นรูปธรรม ต่อมาจะทำอย่างไรให้เปลี่ยนจากการรอตั้งรับ เป็นเชิงรุก หาโอกาสใหม่ในการเติบโต ขณะเดียวกัน ต้องหาหลักคิด ภาพใหม่ จุดเติบโตใหม่ ตลาดใหม่ เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนผ่านใหม่ภายใต้โลกที่กำลังโดนเขย่า
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ทั้งการเปลี่ยนของระเบียบโลก และแรงกดดัน โดยผลกระทบที่ไทยกำลังเจอ คือการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการกำลังประสบปัญหา สิ่งที่ไทยเคยทำมาตลอด 30 ปี ถือว่าไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว
ประกอบกับแรงกดดันภายในประเทศ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ และโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปโตในระดับ 3-5% เป็นไปได้ยากมาก อีกทั้งยังมีปัญหาใหญ่ คือโครงสร้างประชากร
“การเติบโตในระยะยาว แรงกดดันจากจำนวนประชากรจะหนักสุด ดังนั้น ต้องเพิ่มการลงทุน และเพิ่มกำลังการผลิต ทั้งภาคเกษตร ภาคบริการ โจทย์คือด้วยทรัพยากรเท่าเดิม จะผลิตของให้มากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มทั้งในประเทศ และดึงการลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลต้องเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะไม่ใช่ปัญหาดีมานด์แล้ว เป็นปัญหาซัพพลาย จำเป็นต้องปฎิรูปประเทศ สุดท้ายการลงทุนด้วยทุนมนุษย์ การศึกษา ก็เป็นเรื่องสำคัญ” นายพิพัฒน์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มี.ค. 68)
Tags: NEXTMOVE Thailand, พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย, ศุภวุฒิ สายเชื้อ, สันติธาร เสถียรไทย