
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในประเด็นชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด มีพฤติการณ์ที่อาจไม่น่าไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง บิดา ครอบครัวเหนือผลประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีขาดความเหมาะสมในการเป็นผู้บริหาร นอกจากนั้นยังไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โกหกหลอกลวงประชาชนด้วยการตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จเพื่อช่วยเหลือบิดาตนเองได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น จนนำไปสู่การทำลายหลักนิติรัฐส่งผลให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม
ในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลี้ภัยในต่างประเทศ 15 ปี ได้กลับประเทศไทยในช่วงรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ซึ่งการกลับประเทศดังกล่าวตนเชื่อว่ามีดีลลังกาวีเกิดขึ้น และภาพที่เดินทางมาถึงประเทศไทยคือคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ผ่านไป 2 วันพบว่าทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพแถลงถึงอาการป่วย 4 โรคร้ายแรง คือ หัวใจขาดเลือด ปอดผิดปกติ ความดันสูง กระดูกสันหลังเสื่อม และมีอาการวิกฤตที่ต้องส่งไปยังโรงพยาบาลตำรวจ
“มีไอ้โม่ง 2 ตัวใจดี ลดแลกแจกแถมให้บิดานายกฯ ออกจากเรือนจำเพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ หากวันนั้นไอ้โม่งขัดขวาง ไม่มีทางที่นายใหญ่จะได้ไปโรงพยาบาลตำรวจ จนกว่านายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ มีอำนาจเต็ม ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.แพทองธารรู้เห็นทั้งหมด รวมถึงไม่มีการดำเนินคดีกับไอ้โม่งตามที่สัญญากับประชาชน เพราะพ่อได้กลับบ้านแล้ว นี่คือดีลแลกประเทศที่นายกฯ สมคบเพื่อช่วยเหลือพ่อตัวเองไม่ให้นอนคุกแม้แต่วันเดียว…จุดเริ่มต้นของชั้น 14 จึงเป็นดีลปีศาจเพื่อพาพ่อกลับบ้าน แต่ดีลนี้แลกกับขั้วอำนาจเดิมกลับมามีอำนาจหรือไม่ มีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่ แล้วราคาที่ต้องจ่ายใครจ่าย หรือประชาชนในประเทศนี้เป็นผู้จ่าย สำคัญเราจ่ายเป็นอะไร ประชาธิปไตย ประเทศที่มันจะก้าวหน้า ประเทศที่ไม่ควรมีรัฐประหารอีกต่อไป”นายรังสิมันต์ อภิปราย
นอกจากนั้นยังพบการร้องขออภัยโทษเฉพาะราย หลังจากที่นายทักษิณ พักในโรงพยาบาลตำรวจแล้ว 7 วัน ซึ่งน.ส.แพทองธาร ไม่ดำเนินการ ทำให้นายทักษิณต้องดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งที่มีอาการป่วยหนัก ปางตาย ต้องเตรียมเอกสารเพื่อร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วยตนเอง ทั้งนี้ตนมองว่านายกฯ รู้ว่าพ่อไม่ป่วย จึงให้เขียนขออภัยโทษเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวมีรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ระบุว่ามีอาการป่วยวิกฤตสลับปกติ จึงเป็นการย้อนแย้ง และนายกฯ ทำเรื่องตบตาประชาชน เรื่องอาการป่วยเพื่อได้อภิสิทธิ์ของการพักรักษาตัวระดับวีวีไอพีที่โรงพยาบาลตำรวจ
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องชั้น 14 นายกรัฐมนตรีรู้ดี เพราะใกล้ชิดกับนายทักษิณ แต่เลือกที่จะปกปิด เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีเป็นจอมหลอกลวง และเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจยังได้รับการอวยยศในหน้าที่การงาน และอาจได้เป็นรองผบ.ตร.อีกด้วยก่อนเกษียนราชการ และได้นั่งให้เป็นกรรมกรอิสระของบอร์ดไออาร์พีซีได้เงินนับล้านบาทต่อปี พร้อมตั้งคำถามว่าเป็นบทละครบทใหม่หรือไม่
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนน.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านคือผู้ได้รับประโยชน์ แต่เวลานี้มีแต่คนได้ดิบได้ดีไม่มีใครถูกลงโทษ และน.ส.แพทองธาร คือตัวการสำคัญในการวางแผน อำนวยความสะดวกและจัดการให้เกิดการละเมิดกฏหมาย และควรถามตัวเองว่า นายกรัฐมนตรีควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่
สิ่งที่น.ส.แพทองธาร ได้ทำคือการสมคบกับพวกพ้องและนั่งร้าน เพื่อสร้างระบอบอภิสิทธิ์ชนที่เหนือกฏหมาย ทำให้ประเทศเสียหายร้ายแรง ยากจะแก้ไขเยียวยาได้ และยังมีความผิดอาญาร้ายแรง โดยน.ส.แพทองธาร คือตัวการสำคัญของเรื่องนี้ ตนเห็นว่าไม่มีวิธีการอื่นใดอีกแล้วที่จะหยุดความเสียหายของประเทศชาติ นอกจากขอมติจากสภาแห่งนี้ไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธารให้พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
“เรื่องของชั้น 14 เต็มไปด้วยพิรุธ ปกปิดความจริงไม่ให้ประชาชนรู้ เป็นการตีหน้าซื่อเล่าความเท็จฉบับเด็กเลี้ยงแกะว่า บิดาตัวเองป่วยหนัก หวังว่าประชาชนจะเชื่อ การช่วยเหลือใครสักคนไม่ปฏิบัติตามกฏหมายมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและพรรคพวกได้ทำเป็นกระบวนการ คือ การใช้การแกล้งป่วยของอดีตนายกรัฐมนตรี การให้ความเท็จของแพทย์ปลอม ๆ ในโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งไม่ต่างการพานักโทษแหกคุก สิ่งที่นายกฯ ดำเนินการทั้งหมด คือ ครบองค์ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานความผิดอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งบทบัญญัติกำหนดโทษร้ายแรง อาจได้รับโทษสูงสุดถึง 10 ปี เชื่อหากมีการทะลายซ่องโจรจันทร์ส่องหล้าสามารถเอาผิดคนจำนวนมาก”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มี.ค. 68)
Tags: ซักฟอกรัฐบาล, ทักษิณ ชินวัตร, รังสิมันต์ โรม