
สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนครบรอบ 3 ปีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ เพิ่งเปลี่ยนผู้นำประเทศคนใหม่
ในช่วงเริ่มต้นของสงครามนั้น ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย หวังที่จะเอาชนะและเร่งยึดครองยูเครนให้ได้ แต่กองกำลังยูเครนซึ่งได้รับการสนับสนุนอาวุธมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ และยุโรป ได้ต่อสู้กลับมาตลอด 3 ปี ทำให้สงครามตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ทหารทั้งฝั่งรัสเซียและยูเครนหลายแสนนาย รวมถึงพลเรือนอีกจำนวนมาก ต้องบาดเจ็บล้มตาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอิทธิพลในการชี้ชะตายูเครนได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของสงครามนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนไปถึงขั้นที่ทรัมป์เรียกประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่าเป็น “เผด็จการ” แถมยังอ้างว่ายูเครนเป็นฝ่ายที่เริ่มสงคราม และหันไปเจรจาสันติภาพกับปูตินแทน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้กีดกันยูเครนและประเทศในยุโรปออกจากการเจรจาสันติภาพด้วย
ย้อนรอยความเคลื่อนไหวตลอด 3 ปี
รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนแบบเต็มอัตราศึกเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันมาเป็นระยะ การโจมตีเกิดขึ้นจากหลายทิศทาง ทั้งจากรัสเซีย เบลารุส และดินแดนไครเมียที่ถูกรัสเซียยึดครอง โดยมีเป้าหมายคือการยึดเมืองสำคัญของยูเครน แต่กลับเผชิญกับการต่อต้านอย่างดุเดือดจากกองทัพยูเครนและประชาชน การต่อต้านที่เกินความคาดหมายนี้ ประกอบกับการขาดความพร้อมด้านโลจิสติกส์ของกองกำลังรัสเซีย ทำให้รัสเซียยึดครองไม่สำเร็จ และกลายเป็นสงครามยืดเยื้อจนถึงทุกวันนี้
ด้านยูเครนเองถึงจะเป็นประเทศเล็กกว่าแต่ก็ไม่ได้โดดเดี่ยว หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งสหรัฐฯ ได้ออกมาช่วยตอบโต้รัสเซีย ด้วยการประณามการกระทำของรัสเซียและใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อีกทั้งบางประเทศยังให้ความช่วยเหลือทางทหารและด้านมนุษยธรรมแก่ยูเครนด้วย จนส่งผลให้กองทัพรัสเซียต้องถอยร่น และยูเครนยึดดินแดนคืนมาได้บ้าง
นอกจากนี้ รัสเซียยังได้ดึงทหารจากเกาหลีเหนือมาช่วยสู้รบกับยูเครนด้วย โดยคาดว่าเกาหลีเหนือส่งทหารประมาณ 11,000 นายไปสนับสนุนรัสเซีย ซึ่งจากจำนวนดังกล่าวนั้นมีทหารเสียชีวิต 300 นาย และบาดเจ็บอีกราว 2,700 นาย จนเกาหลีเหนือต้องหยุดส่งทหารไปช่วยในท้ายที่สุด
เมื่อพันธมิตรสำคัญเปลี่ยนท่าที
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยูเครนเรียกสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรสำคัญของยูเครนได้อย่างเต็มปาก เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกตัวสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ทั้งในเรื่องการเงินและอาวุธ และแม้ในช่วงหลัง ๆ การสนับสนุนที่ว่านี้จะดูมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วสหรัฐฯ ก็ยังคงให้การสนับสนุนยูเครนอยู่ดี
ทว่าเมื่อการเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนขั้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ได้ประกาศความต้องการในการยุติความรุนแรง แต่ฝั่งยูเครนและยุโรปวิตกว่าข้อเสนอสันติภาพของทรัมป์อาจเอื้อประโยชน์ให้รัสเซียมากกว่า นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเช็คบิลกับยูเครน โดยเรียกร้องให้ยูเครนมอบแร่หายากจำนวนมหาศาลให้สหรัฐฯ เพื่อชดเชยความช่วยเหลือทางทหารตลอด 3 ปีที่ผ่านมาด้วย
ทางด้านรัสเซียยืนกรานว่าจะไม่ยอมคืนดินแดนที่ยึดครองได้ ขณะที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งรัสเซียและยูเครนจำเป็นต้องลดข้อเรียกร้องเพื่อให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่เงื่อนไขต่าง ๆ ยังคงห่างไกลกว่าจะสำเร็จ
หันหลังให้ยูเครน ขัดแย้งกับชาติยุโรป
สหรัฐฯ ไม่เพียงถอนตัวจากการสนับสนุนยูเครน แต่ยังเดินหน้าขัดขวางความพยายามทางการทูตของยุโรปด้วย โดยนักการทูตอเมริกันเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ลงคะแนนเสียงคัดค้านข้อมติของยูเครน พร้อมผลักดันข้อเสนอทางเลือกแค่สามย่อหน้าที่มีท่าทีเป็นกลาง โดยไม่พูดถึงการรุกรานของรัสเซียแม้แต่น้อย แถมยังขู่จะบล็อกการแก้ไขของยุโรปที่พยายามจะระบุว่ารัสเซียเป็นผู้รุกรานอีกด้วย ส่งผลให้พันธมิตรของยูเครนในยุโรปรู้สึกสับสนกับการที่สหรัฐฯ เปลี่ยนจุดยืนหน้ามือเป็นหลังมือ
ข้อมติแบบกลาง ๆ ของสหรัฐฯ ผ่านการรับรอง หลังจากที่ติดขัดในคณะมนตรีความมั่นคงมาหลายปี แม้จะเป็นการกระทำครั้งแรกของคณะมนตรีที่เรียกร้องให้ยุติสงคราม แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้รัสเซียมากกว่าจะปกป้องอธิปไตยของยูเครน
ขณะที่รอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเรื่องนโยบายยูเครนลึกลงเรื่อย ๆ อำนาจต่อรองทางการทูตของยูเครนก็อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ชะตากรรมของประเทศตกอยู่ในมือประเทศอื่นที่แตกแยกและกำลังดิ้นรนหาจุดยืนร่วมกัน
เส้นทางสู่ข้อตกลงสันติภาพ ไม่ว่าจะทางไหนยูเครนก็มีแต่เสีย
การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อยตลอดที่ทำสงครามกันมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ปีนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้คุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดีปูตินเป็นเวลา 90 นาที โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะกลับมาเจรจากันใหม่
ต่อมาในวันที่ 18 ก.พ. รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย พบกันที่กรุงรียาดของซาอุดีอาระเบียเพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม ส่งผลให้ปธน.ยูเครนไม่พอใจที่ยูเครนถูกกีดกันออกจากการเจรจานี้ และย้ำว่าการเจรจาใด ๆ ที่ไม่มียูเครนร่วมด้วยจะไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่แท้จริง
ทรัมป์ตอบโต้คำวิจารณ์ของเซเลนสกี และกล่าวเป็นนัยว่ายูเครนเป็นฝ่าย “เริ่ม” ทั้งยังเรียกเซเลนสกีว่าเป็น “เผด็จการ” จากการที่ยูเครนได้เลื่อนจัดการเลือกตั้งออกไปเพราะสงคราม
ทั้งนี้ ณ ต้นปี 2568 รัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ราวหนึ่งในห้าของยูเครน ยูเครนยืนยันเรียกร้องให้รัสเซียคืนดินแดนทั้งหมดที่ยึดไป ทั้งภูมิภาคซาโปริซเซีย เคอร์ซอน โดเนตสก์ และลูฮันสก์ ซึ่งถูกรัสเซียผนวกไปหลังจากที่ได้รุกรานยูเครนในปี 2565 รวมถึงคาบสมุทรไครเมียที่ถูกยึดตั้งแต่ปี 2557
หลังจากนั้น ยูเครนสามารถยึดพื้นที่บางส่วนในแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซียได้เมื่อเดือนส.ค. 2567 โดยปธน.ยูเครนเสนอแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองในยูเครน แต่รัสเซียปฏิเสธ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ กล่าวว่าการหวังให้ยูเครนกลับไปมีพรมแดนแบบก่อนปี 2557 นั้นเป็น “เป้าหมายที่ไม่สมจริง”
นอกจากนี้ ประเด็นที่ยูเครนต้องการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงด้วย โดยรัสเซียคัดค้านอย่างหนักและอ้างความทะเยอทะยานที่จะเข้านาโตของยูเครนเป็นเหตุผลหนึ่งของสงคราม
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ “ไม่เชื่อว่าการให้ยูเครนเข้านาโตจะเป็นผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จากการเจรจา” แม้ว่าเขาจะชี้แจงภายหลังว่า “ทุกอย่างอยู่บนโต๊ะเจรจา” ส่วนปธน.ยูเครนเองก็แสดงความเต็มใจที่จะยอมสละตำแหน่งประธานาธิบดีแลกกับการที่ยูเครนได้เข้านาโต
ยังไม่ทันสงบ ก็ถูกเช็คบิล
ล่าสุดดูเหมือนสหรัฐฯ จะเริ่มเช็คบิลกับยูเครนแล้ว โดยทรัมป์เปิดเผยเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) ว่า ประธานาธิบดียูเครนมีแผนจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (28 ก.พ.) เพื่อลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุหายากระหว่างสองประเทศ
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “แน่นอนว่าผมยินดีหากเขาต้องการจะมา” โดยข้อตกลงนี้จะเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแร่หายากและแร่ธาตุอื่น ๆ ของยูเครน เพื่อชดเชยความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ ได้มอบให้ยูเครนนับตั้งแต่เกิดสงครามกับรัสเซียในปี 2565 ซึ่งทรัมป์เน้นย้ำว่า “เราต้องการเงินคืน” โดยมองว่าข้อตกลงนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่การเจรจาสันติภาพกับรัสเซียจะสามารถคืบหน้าต่อไปได้
ข้อตกลงนี้ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว แต่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคงสำหรับยูเครนในอนาคต
ต่อคำถามว่ายูเครนจะได้อะไรจากข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุหายากนี้ ปธน.ทรัมป์ตอบว่า “เงิน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมอุปกรณ์ทางทหารจำนวนมาก และสิทธิในการสู้รบต่อไป”
“เราเจรจาข้อตกลงเรื่องแร่หายากและอื่น ๆ เกือบเสร็จแล้ว” ทรัมป์บอกกับสื่อ พร้อมเสริมว่าเรื่องความมั่นคงของยูเครนในอนาคต “ค่อยว่ากันทีหลัง”
“ผมไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร” ทรัมป์กล่าว “ผมคุยกับรัสเซียไปแล้ว พวกเขาดูไม่มีปัญหาอะไร ผมคิดว่าพวกเขาเข้าใจ … พอเราทำสำเร็จแล้ว พวกเขาก็จะไม่กลับเข้าไปอีก”
ทั้งนี้ ยูเครนกำลังพยายามผลักดันให้มีการรับประกันความมั่นคง โดยไม่เพียงแค่อยากได้ดินแดนที่เสียไปคืน แต่ยังต้องการการคุ้มครองจากการรุกรานของรัสเซียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ขณะที่ผู้นำชาติยุโรปย้ำว่าการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการเจรจาสันติภาพในอนาคตระหว่างรัสเซียกับยูเครนเช่นกัน
อนาคตของยูเครนดูเหมือนจะอยู่ในจุดเปลี่ยน โดยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ ส่งผลให้ยูเครนสูญเสียพันธมิตรที่เคยสนับสนุนอย่างเต็มที่ และกำลังถูกบีบให้ตัดสินใจระหว่างยอมเสียดินแดนกับการได้มาซึ่งสันติภาพ หรือการสู้รบต่อไปโดยแลกกับทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ยูเครนต้องจ่ายราคาแพง ทั้งดินแดน ทรัพยากร และอธิปไตย การเจรจาที่ไม่รวมยูเครนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรปก็ถูกทดสอบหนักขึ้นเมื่อความเห็นต่างเรื่องการรับมือกับวิกฤตนี้ขยายตัว
ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เส้นทางสู่สันติภาพมักเต็มไปด้วยความซับซ้อน การเจรจา และการประนีประนอมที่ต้องมีฝ่ายสูญเสีย สันติภาพที่ยั่งยืนอาจเป็นเพียงความหวังที่ห่างไกลสำหรับดินแดนที่ถูกทำลายโดยความขัดแย้ง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 68)
Tags: In Focus, SCOOP, ยูเครน, รัสเซีย, สงคราม