SPCG ผนึกบริษัทร่วมทุน “เซท เอนเนอยี” ยื่นฟ้อง กฟภ.ละเมิดข้อตกลงเรียกร้องชดใช้กว่า 3.7 พันลบ.

บมจ.เอสพีซีจี [SPCG] ร่วมกับบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด ยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 68 ในข้อหาละเมิด ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้พิพากษาให้ กฟภ.ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัททั้งสองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,709,300,451.24 บาท โดยบริษัทประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากศาลพิพากษาให้ชนะคดีคาดว่าจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจาก กฟภ. ไม่น้อยกว่า 2,000,000,000 บาท หากศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องหรือมีคำสั่งใด จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เนื่องจากเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 62 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ขอให้ กฟภ. หรือบริษัทในเครือของ กฟภ. เข้ามาทำการศึกษาและวางแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาด การเชื่อมต่อเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าการจำหน่ายพลังงาน การปรับปรุง บำรุงและรักษาระบบการผลิตและเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาดให้สามารถใช้ใน การสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

กฟภ. ได้มอบหมายให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เป็นผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่งจำหน่ายเข้าระบบโครงข่ายของ กฟภ. ในเขตพื้นที่อีอีซี แต่เนื่องจาก พีอีเอ เอ็นคอมฯ เป็นรัฐวิสาหกิจที่มี กฟภ.เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด จึงมีข้อจำกัดหลายประการโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ และการจัดหาแหล่งเงินทุนในการดำเนินโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ SPCG จึงได้รับการเชิญชวนให้เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการร่วมกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ และวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานอัจฉริยะ และสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ในพื้นที่อีอีซี กับ กฟภ. และ พีอีเอ เอ็นคอมฯ จนช่วงปลายปี 62 ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด ขึ้นมาเพื่อดำเนินโครงการนี้โดยเฉพาะ โดยพีอีเอ เอ็นคอมฯ ร่วมทุน 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด และ ต่อมาเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็นไม่น้อยกว่า 25% โดยกระบวนการคัดเลือกให้บริษัทฯ มาเป็นผู้ร่วมทุนในการดำเนินโครงการนี้เป็นไป ตามระเบียบและหลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนมาเป็นผู้ร่วมทุนของ พีอีเอ เอ็นคอมฯ และ กฟภ. เอง

นอกจากนี้ กฟภ.ยังได้เชิญ เซท ฯ มาทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดย เซท ฯ เป็นผู้พัฒนาโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) และพลังงานสำรอง (ระบบกักเก็บพลังงาน) ให้แก่พื้นที่ในอีอีซี โดยในระยะแรก การพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะมีขนาดไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 23,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อและส่งจำหน่ายในพื้นที่อีอีซี

และต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 63 กฟภ. ได้อนุมัติให้จัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มสำหรับใช้ในอีอีซี ระหว่าง พีอีเอ เอ็นคอมฯ กับ เซทฯ ภายหลังจากวันที่ กฟภ.ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ พีอีเอ เอ็นคอมฯ ในวันถัดไป โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟภ. กับ พีอีเอ เอ็นคอมฯ ระบุว่า กฟภ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า และ พีอีเอ เอ็นคอมฯ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า และในข้อ 8 ของสัญญาระบุห้ามมิให้ผู้ผลิตไฟฟ้าโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับผู้อื่น เว้นแต่ กฟภ. อนุญาต ขณะที่ พีอีเอ เอ็นคอมฯ ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า และ เซท ฯ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า กล่าวคือ การทำสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้ เซทฯ เป็นผู้ผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่งให้แก่ กฟภ.นั่นเอง

และต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 66 กฟภ.ก็มีหนังสือแจ้ง พีอีเอ เอ็นคอมฯ ว่า กฟภ. เห็นชอบในการโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้ผลิตไฟฟ้า ตามสัญญาดังกล่าวจาก พีอีเอ เอ็นคอมฯ ไปให้เซทฯ แล้ว รวมทั้ง กฟภ. ยังเป็นผู้แจ้งความ คืบหน้าในการดำเนินโครงการนี้โดยบริษัท เซทฯ ให้ สกพอ. ทราบมาตลอด

และเนื่องจากตามสัญญา ระหว่าง พีอีเอ เอ็นคอมฯ กับ เซทฯ กำหนดให้ เซทฯ จัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่ตั้งโครงการและในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการ และมีการกำหนดวัน SSPI หรือวันติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 69 เซทฯ จึงได้เร่งดำเนินการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี และใช้เงินลงทุนเคลียร์พื้นที่ ปรับถมดิน ล้อมรั้ว และยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจ้างที่ปรึกษา ด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงิน การเงินอิสระ กฎหมาย เทคนิค กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ การโอนกิจการ ตามที่สถาบันการเงินผู้อนุมัติเงินกู้กำหนด รวมทั้งค่าใช้จ่ายขอใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าในเขตอีอีซี

แต่เนื่องจากตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการขอรับใบอนุญาต และการอนุญาต การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ 2551 กำหนดว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต้องมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือสัญญาจะซื้อจะขายไฟฟ้ามาแสดงด้วย แต่เวลาผ่านไป กฟภ. ก็ไม่ดำเนินการจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟภ. กับ เซทฯ เสียที วันที่ 7 มีนาคม 67 เซทฯ จึงมีหนังสือถึง พีอีเอ เอ็นคอมฯ ในฐานะคู่สัญญาเพื่อขอให้เร่งรัด กฟภ.ดำเนินกระบวนการ เพื่อนำสัญญาไปแสดงต่อหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตเพื่อดำเนินโครงการ

และในวันเดียวกันมีหนังสือถึง กฟภ. เพื่อขอสงวนสิทธิขยายระยะเวลาดำเนินการตามสัญญาฯ เนื่องจากความล่าช้าดังกล่าว แต่วันที่ 22 เมษายน 67 กฟภ. กลับมีหนังสือแจ้ง พีอีเอ เอ็นคอมฯ และ เซทฯ ว่า กฟภ. ขอยกเลิกหนังสือแจ้งให้ความยินยอมในการโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่เคยให้ไว้ และ เซทฯ ไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟภ. รวมทั้งมีหนังสือแจ้งไปยัง กพอ.ด้วย รวมทั้งขอยกเลิกการยืนยันพื้นที่ติดตั้งโครงการและอัตราค่าไฟฟ้าที่จะรับซื้อในโครงการตามที่ กฟภ. เคยแจ้งให้ กพอ.ทราบด้วย

การกระทำ ดังกล่าวของ กฟภ. ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงความร่วมมือและพันธกิจในโครงการฯ นี้ เป็นเหตุให้ เซทฯ อยู่ในสภาพถูกแช่แข็งไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ รวมทั้งไม่สามารถประกอบกิจการอื่นได้เนื่องจากมีสภาพเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SPCG กับพีอีเอ เอนคอมฯ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟภ. ในโครงการนี้เท่านั้น ดังนั้น เซทฯ และ SPCG ที่ได้ใช้เงินลงทุนไปจำนวนมากเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการนี้จึงได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการกระทำละเมิดของ กฟภ.ดังกล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 68)

Tags: , , ,
Back to Top