
นายสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น [MGC] เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 4/67 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายได้รวมแตะ 5,977 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 95.20 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 3/67 ที่มีกำไร 9.68 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA แตะ 468 ล้านบาท เติบโต 23% จากการขับเคลื่อนใน 3 ธุรกิจที่สร้าง New S-curve กระจายพอร์ตรายได้สู่การเติบโตอย่างโดดเด่น
การเติบโตดังกล่าวมาจาก ธุรกิจจำหน่ายยานยนต์เพิ่มขึ้นตามการส่งมอบรถยนต์ที่รับจองในงาน MOTOR EXPO และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุน คือ บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ที่ให้บริการทั้งจัดจำหน่ายและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในกลุ่มธุรกิจ EV ได้ทยอยส่งมอบรถเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ XPENG และ ZEEKR ส่งผลให้ทั้งปี 67 มียอดส่งมอบกว่า 1,000 คัน และยังมียอดจองที่รอส่งมอบในไตรมาสถัดไปอีกหลายร้อยคัน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย โดยเฉพาะ MMS Car Services & Tire ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจร (One-Stop Service) โดยมีจำนวนการให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระเพิ่มขึ้นตามจำนวน Car Parc ด้วยกลยุทธ์การให้บริการครบทุกเรื่องการดูแลรถยนต์ ตอกย้ำถึงศักยภาพการให้บริการด้านการจัดการ งานบริการซ่อมได้ครอบคลุมทุกมิติ ตามมาตรฐานสากล
ส่วนกลุ่มธุรกิจให้บริการรถเช่าและพนักงานขับ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามจำนวนรถยนต์ในฟลีต โดย บริษัท มาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล จำกัด (MCR) หนึ่งในผู้นำด้านการให้บริการรถเช่าระยะยาว สามารถเสริมพอร์ตรายได้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การขายรถมือสองกว่า 1,000 คัน ขณะที่ SIXT ผู้ให้บริการรถเช่าระยะสั้นสำหรับบุคคลทั่วไปก็ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในปีที่ผ่านมาเติบโตทั้งเทรนด์การท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่มีการฟื้นตัว ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกันปี 68 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศกว่า 37.5 ล้านคน เติบโต 5.6% ซึ่งจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวในประเทศเติบโตขึ้น โดยจะส่งผลเชิงบวกต่ออัตราการเข้าพักในโรงแรม รวมถึงธุรกิจรถเช่า ที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านธุรกิจให้บริการด้านการเงิน ภายใต้ บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด (Alpha X) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ [SCB] เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีกำไรสุทธิเป็นปีแรก จากกลยุทธ์รุกตลาดสินเชื่อ Wealth Lending เจาะกลุ่ม High Net Worth ทำให้พอร์ตการให้สินเชื่อเติบโตกว่า 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน ประกอบกับการมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุน ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงกว่า 10% รวมทั้งการปรับลดการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนทางด้านเครดิตลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกจากนี้ ธุรกิจบริการประกันภัย ที่บริหารงานโดย บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (Howden Maxi) ในปีงบประมาณช่วงเดือน ต.ค.66-ก.ย.67 ทำรายได้แตะ 337 ล้านบาท เติบโต 2% และมีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงการขยายพอร์ตไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากขึ้น โดยทีมที่สามารถสร้างรายได้เข้าเป้า โดยเฉพาะทีมอัญมณีเครื่องประดับ, ทีมงานศิลปะ และทีมงานโครงการพิเศษ
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานปี 68 บริษัทฯ ยังคงวางกลยุทธ์สู่การต่อยอดการเติบโตใน 3 ธุรกิจสู่การสร้าง New S-curve อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างอัตราผลตอบแทนอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการด้านการเงิน Alpha X ที่จะมุ่งเน้นการเติบโตการให้สินเชื่อ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิตโดยการนำเสนอการแก้ปัญหาในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า ขณะที่ด้านธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR บริษัทฯ มีแนวโน้มส่งมอบรถอย่างต่อเนื่อง ตามเทรนด์รถ EV ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน”
พร้อมกันนั้น บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอกอินเตอร์แนชั่นนัลมอเตอร์โชว์ที่เมืองทองธานี และเริ่มส่งมอบ XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ พวงมาลัยขวาล็อตแรกของโลก ที่ได้กระแสตอบรับอย่างท่วมท้น อีกกว่า 500 คัน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ เป็นต้นไป ส่วนธุรกิจบริการประกันภัยของ Howden Maxi บริษัทฯ ก็ยังคงขยายการให้บริการที่หลากหลาย และเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น ควบคู่กับการให้ความสำคัญในการหาพันธมิตรทางธุรกิจสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 68)
Tags: MGC, มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น, สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ, หุ้นไทย